เคล็ดลับก้นครัวเคล็ดลับอื่นๆ 18 ส.ค. 69

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระบอกน้ำสแตนเลส

Share :

"กระบอกน้ำสแตนเลส" ไม่ใช่เกรดไหนก็ได้! เช็กด่วนก่อนสุ่มสี่สุ่มห้าใช้ ไอเทมตัวมัมสายจิบ ประโยชน์ล้นแก้ว!

สแตนเลส ที่นิยมนำมาใช้ผลิตกระบอกน้ำให้เราใช้กันทุกวันนี้ หลักๆมีอยู่ 3 เกรด คือกระบอกน้ำสแตนเลสที่ผลิตจากสแตนเลส เกรด 201 มีส่วนผสมของโลหะคือ โครเมียมและนิเกิลต่ำ  ทนความร้อนได้ดี น้ำหนักเบา มีราคาถูก แต่มีโอกาสเกิดคราบหรือสนิมได้หากใช้งานไม่ถูกวิธี จึงไม่ควรใส่น้ำเดือดจัด กาแฟร้อน แกง หรือเครื่องดื่มที่มีกรดสูง เช่น น้ำมะนาว น้ำส้ม

1 กระบอกน้ำสแตนเลสที่ผลิตจากสแตนเลส เกรด 304 มีส่วนผสมของโครเมียมอยู่ 18% และนิเกิลอยู่ 8% ทำให้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า สแตนเลส 18/8  เป็นเกรดมาตรฐานที่นิยมใช้มากที่สุด ทนอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -196°C ถึง 870°C ทนสนิมได้ดีมาก ปลอดภัย ไม่ทำปฏิกิริยากับกรดหรือด่าง ปลอดสารพิษตกค้าง เหมาะสำหรับใช้ทั่วไป เช่น ใส่น้ำร้อน ชา กาแฟ หรือน้ำผลไม้

2 กระบอกน้ำสแตนเลส เกรด 316 เป็นที่นิยมใช้รองลงมาจากเกรด 304 เนื่องจากราคาสูง เพราะมีความทนทานต่อการกัดกร่อน และสนิมได้ดีกว่าสแตนเลสเกรดอื่น ๆ เนื่องจากมีส่วนผสมของโมลิบดีนัมที่สูงกว่า ทำให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นกรด-เบสสูงมากขึ้น        มีความต้านทานต่อการเกิดความเค็ม และความร้อนได้ดี นิยมใช้ในงานที่ต้องการความทนทานสูง

3 วิธีสังเกตเบื้องต้นก่อนเลือกซื้อ แก้วหรือกระบอกที่ได้มาตรฐาน มักจะมีการเลเซอร์หรือปั๊มจมตัวเลขเกรดสแตนเลสไว้ที่ก้นแก้วด้านใน หรือใต้ก้นแก้วด้านนอกอย่างชัดเจน เช่น SUS304, SUS316 หรือ 18/8 (หมายถึงมีโครเมียม 18% และนิกเกิล 8% ซึ่งก็คือเกรด 304)

4 สังเกตุสี ความแวววาว และน้ำหนัก สแตนเลสเกรด 304 แท้ ผิวจะมีความเนียนละเอียด สีเงินสว่าง สม่ำเสมอ และดูเงางาม แม้ไม่ได้ขัดเงา มีน้ำหนักและหนากว่า เมื่อลองใช้นิ้วเคาะเบาๆ แก้วเกรด 304 มักจะให้เสียงที่ทึบและแน่นกว่า  ส่วนเกรด 201 สีผิวจะออกขุ่น อมเทา หรือเข้มกว่าเล็กน้อยเนื่องจากมีส่วนผสมของแมงกานีสสูง  และจะให้เสียงที่ดังกังวานแหลมและรู้สึกบางกว่า สแตนเลสแท้สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 5–10 ปี ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกๆ 6 เดือน